สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมกับโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ได้จัดทำโครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งและการมีส่วนร่วมในภาคใต้ของประเทศไทย (STEP for SDGs) เพื่อสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่และสร้างการมีส่วนร่วมกับชุมชนในระดับต่างๆ ได้มีโอกาสลงพื้นที่ศึกษาการจัดการและบริหารขององค์การบริหารส่วนตำบลแว้ง อำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส และเทศบาลตำบลเตราะบอน อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีแนวคิดการสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชนโดยเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่อแก้ปัญหา ผ่านการโดยวิเคราะห์ข้อมูลจากชุมชนโดยตรง

 วันที่ 30 ต.ค. 2562  อบต.แว้ง อ.แว้ง จ.นราธิวาส

          จากการพูดคุยกับนางสาวจุฑามณี หามะ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแว้ง และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง พบว่า การดำเนินงานของ อบต.แว้ง มีการทำโครงการเครือข่ายพลังชุมชนร่วมสร้างท้องถิ่นน่าอยู่สู่ตำบลสุขภาวะชายแดนใต้ โดยการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)              ได้ดำเนินโครงการ การนำใช้ข้อมูล การทำวิจัยชุมชน เกิดพลังของเครือข่ายชุมชน สร้างการเปลี่ยนแปลงของคนตำบลแว้งในทุกด้าน โดยเฉพาะในมิติของสุขภาพ ตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา พร้อมทั้งได้จัดตั้งชมรมผู้สูงอายุตำบลแว้ง เพื่อขัดเคลื่อนงานผู้สูงอายุ ทำให้เกิดกิจกรรมการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ เวทีแลกเปลี่ยนระหว่างกัน

          ต่อมาปลายปี 2558 ได้จัดตั้งโรงเรียนผู้สูงอายุตำบลแว้ง อ.แว้ง จ.นราธิวาส ภายในการเรียนการสอนที่เน้นวิชาชีวิต ได้ทำการลงนามข้อตกลง MOU กับหน่วยบริการสาธารณสุขในเขตตำบลแว้ง และหน่วยงานราชการต่างๆ เพื่อให้เกิดกระบวนการสร้างการมีส่วนร่วมในโรงเรียนผู้สูงอายุ โดยนำเนื้อหาด้านต่าง ๆ ไปสู่การจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนผู้สูงอายุตำบลแว้ง ซึ่งเปิดการเรียนการสอนทุกวันพุธ เวลา 08.30 – 12.00 น. ปัจจุบันมีนักเรียนในโรงเรียน รุ่นที่ 3 จำนวน 300 คน และช่วงบ่ายตั้งแต่เวลา 13.00 – 15.30 น. มีการเรียนการสอนวิชาศาสนา และการบรรยายศาสนธรรมให้กับผู้สูงอายุอีกด้วย

          นอกจากนี้ทางคณะได้เดินทางไปยังโรงเรียนชาวนา เพื่อพูดคุยและเรียนรู้แนวคิดการกลับคืนรากเหง้าของชุมชนผ่านวิถีการทำนา โดยมีนายมูฮำหมัด บิง ผู้อำนวยการโรงเรียนชาวนา ต.แว้ง ร่วมให้เราได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ โดยนายมูฮำหมัด เล่าว่า เมื่อปี 2548 ผู้อาวุโสในหมู่บ้านมีความกังวล หลังจากที่เห็นพื้นที่นาลดลงอย่างต่อเนื่อง ชาวบ้านทิ้งนาทำสวนยาง ประกอบกับเมื่อ 2547 มีปัญหาเรื่องความมั่นคงในพื้นที่ ทำให้เป็นห่วงว่าลูกหลานจะขาดแคลนอาหารเหมือนในอดีตสมัย จคม. ที่รัฐบาลเคยจำกัดการซื้อขายข้าวสารให้ครอบครัวละ 5 กิโลกรัม เพราะเกรงกลัวปัญหาคอมมิวนิสต์ ผู้อาวุโสในหมู่บ้าน พูดคุยกัน หลายครั้ง ทั้งหลังการละหมาด วงน้ำชาถึงปัญหาพื้นที่นาร้าง และเตือนชาวชุมชนเสมอๆว่า 'ยางพาราคือลูกเลี้ยง ข้าวคือลูกแท้' จนในที่สุดเห็นชาวบ้านเห็นตรงกันว่าควรจะต้องฟื้นนาร้างให้กลับมา มูฮำหมัดจึงเริ่มชักชวนชาวนาในหมู่บ้านประมาณ 7-8 คนฟื้นนาร้างที่มีอยู่เกือบ 200 ไร่ มาเริ่มต้นทำนาครั้งแรกเมื่อปี 2549 ซึ่งครั้งนั้นก็ถือเป็นความร่วมมือระหว่างชาวชุมชนและภาครัฐคือเกษตรอำเภอ และหน่วยงานต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อบต.แว้ง ที่เปิดโอกาสให้ไปศึกษาเรียนรู้โรงเรียนชาวนาที่ จ.อุตรดิตถ์ โดยปัจจุบันมีสมาชิกเพิ่มกว่า 130 คนแล้ว พร้อมทั้งกล่าวว่า “การกลับมาฟื้นนาร้าง ไม่ใช่แค่ การปลูกข้าวจะได้แค่ข้าว มันได้มากกว่านั้น หลังจากเราฟื้นนาร้าง เราได้เพื่อน ได้สุขภาพที่ดีกลับมา ได้วิถีดั้งเดิมเพราะในนามีปลาให้จับมากินเป็นอาหารเพิ่มมากขึ้น จึงเป็นการทำนาที่ได้มากกว่าข้าว”

30 ต.ค. 2562  เทศบาลตำบลเตราะบอน อ.สายบุรี จ.ปัตตานี


          ตำบลเตราะบอน มีเนื้อที่ประมาณ 22.192  ตารางกิโลเมตร และตำบลทุ่งคล้ามีเนื้อที่ประมาณ 12.133 ตารางกิโลเมตร รวม 34.325 ตารางกิโลเมตร เทศบาลตำบลเตราะบอน เป็นเทศบาลหนึ่งเดียวในพื้นที่ที่รวมพื้นที่ 2 ตำบล มาเป็น 1 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) โดยมีพื้นที่ 11 หมู่บ้านจากต.เตราะบอน และ 5 หมู่บ้านในต.ทุ่งคล้า อ.สายบุรี จ.ปัตตานี มาอยู่ด้วยกัน ทำให้พื้นที่สำหรับการบริหารท้องถิ่นมีมากถึง 16 หมู่บ้าน ประชากรในเขตพื้นที่รับผิดชอบในเทศบาลตำบลเตราะบอนมี 9.880 คน นับถือศาสนาอิสลามประมาณร้อยละ 86 และเป็นผู้นับถือศาสนาพุทธประมาณร้อยละ 14 และถือเป็นพื้นที่ที่มีความปลอดภัยพื้นที่หนึ่ง

          นายบรอเฮง ดอมะ นายกเทศบาลตำบลเตราะบอน กล่าวถึงภารกิจหลักที่เน้นในพื้นที่ได้แก่ การส่งเสริมการประกอบอาชีพ ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง การทำตลาดประชารัฐ การสนับสนุนเด็กเล็กและผู้สูงอายุ ว่าแต่ละนโยบายเป็นการส่งเสริมสุขภาวะของคนในพื้นที่ให้มีความสุข การวางรากฐานทั้งการศึกษา ศาสนา และการสร้างระบบสาธารณูปโภคและแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรให้ทั่วถึงเพียงพอต่อการทำนาและเกษตรกรรม โดยมีอ่างเก็บน้ำห้วยกลาพอ และโครงการธนาคารผลผลิตด้านการประมง พื้นที่ 50 ไร่ เป็นแหล่งน้ำสำคัญ

          ช่วงบ่ายคณะเจ้าหน้าที่จากสถาบันสันติศึกษาและ UNDP ได้ลงพื้นที้บ้านกลาพอ หมู่ที่ 1 ต.เตราะบอน เพื่อเยี่ยมชมศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง และอ่างเก็บน้ำห้วยกลาพอ พบว่าในพื้นที่ยังมีปัญหาการกักเก็บน้ำที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการ โดยมีกรมชลประทานเป็นหลักในการดูแลและรับผิดชอบ

          ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้พื้นที่ปฏิบัติการ SDGs จังหวัดชายแดนภาคใต้ครั้งนี้ สิ่งที่เห็นอย่างชัดเจนที่สุดคือการที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในมีส่วนพัฒนาและสร้างเสริมความเข้มแข็งของชุมชนในทุกระดับและไม่ได้ละเลยต่อการสร้างฐานความมั่นคงทางเศรษฐกิจและเปิดโอกาสให้ชุมชนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในขั้นตอนต่างๆ ของเทศบาลอย่างต่อเนื่อง

คลิกชมภาพ